เมมฟิสกับเอฟเวอร์ตัน

ตลาดนักเตะหน้าหนาวใกล้มาถึงอีกไม่กี่อึดใจ ทำให้ข่าวย้ายกลุ่มทุ่งนาต่อไปนี้มีความเข้มข้นมากเพิ่มขึ้น หลายทีมตระเตรียมขยับขยายเพื่ออุดจุดอ่อนเพิ่มเติมลักษณะเด่นอะไรก็ว่ากันไป
ในรั้วข้าดิสัน พาร์ค, เอฟเวอร์ตัน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความสำคัญจะต้องกระโดดเข้าสู่ตลาดจำหน่ายเนื้อสดช่วงนั้น ด้วยเหตุว่าเห็นเต็มตาแจ่มแจ้งว่า กลุ่มชุดนี้ยังไกลห่างความแข็งแกร่งและก็ความพอดี
โรนัลด์ คูมัน ที่ปรึกษาใหญ่ลูกกวาดสีน้ำเงินเห็นด้วยไม่อ้อมค้อมว่า เขาสนใจในตัว เมมฟิส เดขว้างย ปีกตัวรุก แมนฯ ยูไนเต็ด อันเป็นจุดหมายเบอร์หนึ่งของตัวเองตลอดมาตามมาด้วย มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มเมมฟิสอีกราย
แถมด้วยวันพุธก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ตกเป็นข่าวพันพัว แอชลี่ย์ ยัง แข้งสำรองภูติผีปีศาจแดง ซึ่งจะต้องชิงดีชิงเด่นชิงเด่นกับคู่แข่งพรีเมียร์ลีกถึง 4-5 กลุ่มด้วยอีกต่างหากใช่ เอฟเวอร์ตัน อยากของเหลือใช้จากยูไนเต็ด เป็นกรรมวิธีการย้ายกลุ่มที่ทำมานานแล้วด้วย
อย่าได้สนเท่ห์ใจกัน พักหลังๆทั้งคู่กลุ่มนี้ถือเป็นผู้ส่งเสริมที่ดีต่อกัน มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น จนทำธุรกิจด้วยกันคือเรื่องธรรดา ยูไนเต็ดทุ่มเงินเพื่อคว้าสตาร์ลูกกวาดสีน้ำเงิน ส่วนลูกกวาดบลูส์ดึงแข้งส่วนเกินภูติผีปีศาจแดงเอามาปัดฝุ่นใช้งานต่อ
เวย์น รูนี่ย์ กับ มารูยาน เฟลไลนี่ เสร็จเม็ดเงินยูไนเต็ด ตอนที่ ทิม ฮาวเวิร์ด, ฟิล เนวิลล์, ดาร์รอน กิ๊บสัน, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, หฝ่าส์ ซาฮา มีชีวิตที่ดีบนทางลูกหนังกับ เอฟเวอร์ตัน นานับประการแม้กระทั้ง เดวิด มอยส์ ก็ยังถูกเลือกให้เป็น "The Chosen One" ของ เซอร์ เฟอร์กี้ เลยคิดดูละกัน
แล้วเพราะเหตุไร เมมฟิส, ชไนเดอร์ลิน รวมถึง ยัง จะเป็นคุณลักษณะของเอฟเวอร์ตัน ในมกราคมนี้มิได้?
ความเป็นจริงที่ คูมัน ตระเตรียมกลยุทธ์เอาไว้แล้วในการกระชากทั้ง เมมฟิส กับ ชไนเดอร์ลิน มาลงหลักปักฐานที่ข้าดิสัน พาร์ค เข้าสู่วันแรกของการค้าขายเวลาใด กระบวนติดต่อถึงยูไนเต็ดนั้นจะเริ่มต้นทันที
ชไนเดอร์ลิน นี่นับว่าเป็นลูกรักอีกคนหนึ่งของคูมัน ยุคร่วมงานกันที่เซนต์ แมรี่ส์
ดาวเตะ ฝรั่งเศส ระเบิดฟอร์มโหดเหี้ยมในซีซั่น14/15 คูมัน สนับสนุนสลับปลุกปล้ำจนกระทั่ง ชไนเดอร์ลิน ฉายแววเด่นยกฐานะตนเองเปลี่ยนเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบไม่เป็นสองรองคนไหนกันแน่
และก็จากซีซั่นนั้นเองที่กระดานบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด ห้ามใจไม่ไหวยอมประเคน 27Fun88ล้านปอนด์ให้นักบุญเป็นค่าเสียหายค่าเลี้ยงดู เครดิตสาระสำคัญชูให้ คูมัน เต็มๆด้วย
ส่วนรายของเมมฟิสเป็นนักเตะที่ คูมัน ให้ความเชื่อมั่น และก็ไว้วางใจตลอดมา
คูมัน เห็นพัฒนาการและก็ฝีเท้าของ เมมฟิส ตั้งแต่ยังเป็นเด็กกำลังห้าวเป้งกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เฝ้าติดตามทุกฝีก้าวไม่เคยห่างสายตาสำหรับคลื่นลูกใหม่ของวงการบอลชาวฮอลแลนด์
ครับ ยุคคุมงาน เฟเยนูร์ด รร์ดัม พี่บิ๊กยกย่องเด็กคนนี้ไว้ยังไง อดีตกาลวันวานแถวแดนใต้หรือตอนนี้วันนี้ที่เมืองลิเวอร์พูล ศรัทธาของเขาไม่เคยเสื่อมคลาย
ความจำเป็นส่วนตัว–เกิดขึ้นตั้งแต่กุมบังเหียนนักบุญ แต่ว่าสู้ราคา แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ไหว อีกทั้งเจ้าตัวอยากพิสูจน์ตนเองกับกลุ่มใหญ่ด้วย แต่ตลาดหน้าหนาวได้โอกาสเปิดกว้างกว่า ต้นสังกัดอยากปล่อย ตัวนักเตะอยากย้ายเพื่อกู้เกียรติศักดิ์คืนมา
ทั้งคู่คนแทบไม่อยู่ในสายตาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ช่องทางลงเล่นน้อย มีตัวแข่งมากเหลือเกิน โดยเหตุนี้ฉะนี้ทางออกที่ยอดเยี่ยมเป็นย้ายออก
เอฟเวอร์ตัน พร้อมอ้าแขนรับด้วยความยินดี คูมัน เองก็มั่นอกมั่นใจเต็มที่ว่าจะช่วยชีวิตทั้งสองได้แน่นอน

พูดได้ว่า ที่ปรึกษาชาวฮอลแลนด์รู้การใช้งานมิดฟิลด์รายนี้ให้มีประสิทธิภาพที่สุดอยู่แล้ว รู้ไส้รู้พุงเป็นอย่างดี ส่วนเมมฟิสเขาเองก็โปรดปรานมาตั้งนานมาแล้ว ทั้งสองถือว่าเป็นการตบแต่งกลุ่มได้พอดีด้วยจากปัญหาที่มี
แดนกลางเสมือนขาดตัวต่อสำคัญไปบางชิ้นจากที่เห็นมาหลายเกม
เอ็งเร็ธ แบร์รี่ เองก็แบกวัย 35 ปีลงเล่นทุกๆอาทิตย์ไม่ไหว จะต้องเว้นวรรคให้พักบ้าง แต่เมื่อไร้เงาแบร์รี่ ไอ้เมื่อเอฟเวอร์ตัน จะหามิดฟิลด์ตัวคุมจังหวะเกมดีๆออกบอลแม่นๆงามๆก็ไม่มีด้วยเหตุนั้นสไตล์อย่าง ชไนเดอร์ลิน เป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมแล้ว
หน้าที่ของ ชไนเดอร์ลิน ตอบโจทย์ เอฟเวอร์ตัน ได้เลย และก็จะมีความจำเป็นต่อกลุ่มได้ในช่วงฤดูกาลที่เหลือ
แม้กระทั่ง แบร์รี่ อยู่ในสนาม เขาเองก็สามารถแบ่งเบาภาระอดีตกาลกองกลางกลุ่มชาติอังกฤษ ได้แบบเดียวกัน
หลายทีหลายหนที่เกมแดนกลาง เอฟเวอร์ตัน เป็นรองเสียเปรียบคู่แข่งนั่นเพราะเหตุว่าขาดตัวคุมจังหวะเกมที่ดี ทำให้เกมไม่นิ่งพอเพียง ลนลานคุ้นเคย บอลทะลุถึงแผงข้างหลังเร็วขึ้น กองหลังก็จะต้องเหนื่อยขึ้นเป็นเท่าตัว กาน่า เกย์ หรือ เจมส์ แม็คคาร์ธี่ ก็เป็นสายฝ่า บู๊ คอยไล่ตัดเกมมากยิ่งกว่าคอนโทรลจังหวะโมเมนตัมกลุ่ม
ชไนเดอร์ลิน ไม่ใช่เป็นมิดฟิลด์มิติเดียว มัวแต่คุมจังหวะอย่างเดียว เอาเข้าจริงแล้วเขายังมีลูกดุเดือด ฝ่าไปด้านหน้าเพื่อทำประตูได้อีกด้วย
บรรดามิดฟิลด์ เอฟเวอร์ตัน ที่มีอยู่ยังขาดบางสิ่งและก็แข้งฝรั่งเศส น่าจะเป็นคำตอบของการเติมเต็มส่วนนี้
เช่นกัน, ถ้าเกิดเมมฟิสย้ายมาเป็นพลพรรคลูกกวาดสีน้ำเงินจากที่ข่าวสารโหมกันจริง เขาจะเปลี่ยนเป็นฟันเฟืองสำคัญในเกมริมเส้นของคูมันอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
เมื่อคูมันมอบความเชื่อใจตั้งแต่แรกแล้ว มีอย่างตรงไหนที่ เมมฟิส จะไม่สู้ตายมอบหัวเพื่อ (ว่าที่) นายใหม่และก็ (ว่าที่) สโมสรใหม่ ตอนที่เขาไม่เคยได้รับสิ่งนั้นกับยูไนเต็ดของมูรินโญ่
อีกอย่างกรรมวิธีการเล่นตอบโจทย์ขั้นตอนการเล่นของเอฟเวอร์ตัน ด้วย ประสิทธิภาพเกมรุกที่หายไปข้างหลังไม่มี ยานนิค โบลาซี่ ทั้งคนบางทีอาจกลับมาเป็นลักษณะเด่นของกลุ่มเหมือนเดิมแล้วปริศนาตามมา ถ้าเกิดย้ายมาจริงนักเตะอย่างเมมฟิส เล่นที่ไหนดีสุด?
เอาจริงเอาจังๆเมมฟิส สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งหลายหน้าที่ในแผงรุกอย่างเพลย์เมกเกอร์ กองหน้าตัวต่ำ หรือเป็นกองหน้าทางกราบระบบ 3-4-3 แต่ตำแหน่งที่จะเอื้อคุณภาพให้สูงที่สุดคงเป็นริมเส้นด้านซ้าย
ด้วยสไตล์ส่วนตัว มีแง่ดีหลายอย่างด้วยจังหวะการเล่น กำลังวังชา กำลังสดกำลังห้าว สปีดต้นขั้นสุดยอด เมมฟิสสามารถป่วนปั่นแบ็กคู่แข่งได้ตลอดเกมแน่นอน
เอฟเวอร์ตัน มีแบ็กซ้ายคุณภาพดีอย่าง เลห์ตัน เบนส์ ที่พร้อมเพิ่มเติมเกมช่วยอีกแรง หรืออีกด้านของสนาม เชมัส วัวลแมน ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมฝ่าแหลกอยู่แล้ว
มุมมองส่วนตัวมั่นใจว่านักเตะอย่าง เมมฟิส เหมาะสมกับยืนริมเส้นมากยิ่งกว่ายืนตัวรุกกึ่งกลาง ซึ่งจะก่อให้คุณลักษณะเด่นเรื่องสปีดฝีเท้าของเขาถูกใช้งานอย่างถูกวิธี อีกทั้ง เอฟเวอร์ตัน แงะคุณลักษณะเด่นของกลุ่มมาใช้ได้ประสิทธิภาพจริงๆ
เควิน ไม่รัลลาส จากเกมที่แล้วคูมันเลือกส่งเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมลงเล่นก่อนเขา แสดงให้เห็นว่า ความไว้เนื้อเชื่อใจต่ำลงจากเดิมเคราร์ด เดวโลเฟว ไม่มีความชัดเจนไม่สม่ำเสมออารอน เลนน่อน เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่ ไม่มีความมั่นคงและก็แจ่มแจ้งใช่ เมมฟิส คงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมในโมงยามนี้กับการซื้อในครึ่งซีซั่น
ปัญหาบางอย่างที่เป็นอุปสรรคเบรกเมมฟิสแจ้งกำเนิดที่ยูไนเต็ดมิได้เป็น การตัดสินใจในจังหวะสุดท้าย และก็ลงเล่นตามแท็กติกที่โค้ชสั่ง ซึ่งสิ่งกลุ่มนี้มันเป็นคุณลักษณะที่ดีที่นักฟุตบอลที่ดีควรมีที่สำคัญอีกประเด็นเลยก็คือความมั่นใจและความเชื่อมั่น

ความมั่นใจและความเชื่อมั่นของเมมฟิสที่มีเคยถูกกระทืบเลอะเทอะบรรลัยไปแล้ว แต่คูมันถือเป็นที่ปรึกษาชำนาญคนหนึ่ง เคร่งครัดเรื่องระเบียบ ผิดว่าผิด ถูกว่าถูก เก่งเรื่องจิตวิทยา อีกอย่างที่สำคัญเป็นคุยภาษาเดียวกัน หลายฝ่ายมั่นใจว่าจะสามารถเค้นฟอร์มนักเตะออกมาได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีผู้ใดเถียง นักเตะอย่างเมมฟิสในพื้นฐานเขามีคุณภาพคับแน่นอยู่แล้ว เหลือเพียงชะตาชีวิตในสนาม การขัดเกลาจากนายจ้าง แล การขวนขวายจากตัวเขาเอง
ถ้าไม่มีอะไรบกพร่องแล้วไม่มีผู้ใดมาตัดหน้าชิงตัวไปอย่างเจ็บแสบ เมมฟิส รวมถึง ชไนเดอร์ลิน จะจูบปากกับเอฟเวอร์ตันกันซาบซึ้ง
ไม่ว่ายืมตัวหรือซื้อขาด แต่การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย มันบางทีอาจเป็นการย้ายครั้งสำคัญที่สุดของเอฟเวอร์ตัน และก็ตัวนักเตะเสียด้วย
 

ชิชาริโต้ รีเทิร์น แมนยู

ฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตนอย่างรุนแรง
ครั้นเมื่อจะกล่าวว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็คงจะบอกได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอกซอยตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไรก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะอัตคัดขึ้นมาทันที
เว้นแต่กองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นชนิดหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ทว่าในขณะนี้ดูเหมือนทั้งสองจะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็มักจะเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้เพราะฉะนั้น & ฉะนี้
จึงเดาได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังอยากด่วนในฤดูกาลหน้า เป็นนักเตะชนิดดาวกระหน่ำประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามจึงถูกสื่อในเมืองหลวงแห่งลูกหนังจับมาการร่วมเพศกับภูติผีปีศาจแดงอย่างสนุกสนานครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีเครื่องปรับอากาศ เอเมอริค โอบาเมยัง รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้กระทั้ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เอ่ยปากถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์ยักษ์สยดสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ราษฎรรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมวางท่าให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 นัดติดต่อกันประมาณว่าด้วยแนวทางเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด รวมทั้งที่นาต่อนี้ไป ด้วยการพาบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้อย่างมากมาย ถ้าเกิดเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักเตะชาวจังโก้เก๋ผู้นี้น่าจะทะลวงตาข่ายได้ราวๆ 15-20 ประตู ต่อฤดูกาล
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปลดปล่อยออกมาจากกลุ่มไปผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อฤดูกาล 2015-16 พูดถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เพิ่งเลื้อยก้นจาก เม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก
ฤดูกาล 2010-11 นักเตะที่เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" กระหน่ำไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ครอบครองแชมป์ลีกสูงสุดเป็นสมัยที่ 19 รวมทั้งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่สำเร็จก็จริง แต่เมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำประตูได้ไม่ได้ต่างอะไรจากอาวุธลับของภูติผีปีศาจแดงเหมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ ที่นา โซลชา

ฤดูกาลถัดมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำประตูของตนเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนฤดูกาลแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะทำได้อีก 10 ประตูในฤดูกาล 2012-13
เพียงแค่ถ้าเกิดพินิจให้ดีจะพบว่าในฤดูกาลในที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีปีศาจแดง – คุณพ่อมึงเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ น้อยลงไปเรื่อย ประการหนึ่งอาจด้วยเหตุว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในเวลาที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าพันธุ์หมูเดือดอย่างเดิม แต่อีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นเดียวกัน
ฤดูกาลในที่สุดของคุณพ่อ ดาวเตะที่มีชื่อจริงว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 9 นัดเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซือภูติผีปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดูกาล 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียง 6 นัดเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัด) สถิติการถล่มตาข่ายจึงลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ เหลือแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงแม่งานอีกทีเป็น หฝ่าส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่เทือกเถาเหล่ากอสูงขึ้นมากยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม ลุงอ้วนมึงจึงตัดสินใจปลดปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้น่ารักของแฟนๆให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "ราชันชุดขาว" ทั้งปวง 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้าเกิดรู้สึกว่าชีวิตโดยมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็จัดว่าไม่น่าขยะแขยงสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด จึงดึงกองหน้าสายพันธุ์จังโก้เก๋ผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดูกาล 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งปวง 3 นัด จนถึง…ฟางเส้นในที่สุด เมื่อตะบันบ่ายคล้อยลงมา ถ่ม! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบเลือกสรร ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พวกพ้องภูติผีปีศาจแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง หลังจากกลุ่มตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนที่จะได้จุดลูกโทษ แต่คุณพี่เขาดันสังหารพลาดง่ายๆซะอย่างนั้น!
ภาพที่ หฝ่าส์ ฟาน กัล ทำหน้าเหมือนถูกดึงขนก้นพร้อม 8 เส้นพลางหันไปสบตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง คล้ายไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดลูกโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั้งโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อไปลุงอ้วนเหน็บแดกส์แกก็ตัดสินใจปลดปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" โดยมากอาจเสียดาย แต่ขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยหรืออาลัยอะไรเยอะมาก ด้วยเหตุว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยรวมทั้งยิงน้อย แถมยังถูกปลดปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดูกาล

บนเวทีบุนเดสลีกาเหมือนกลับชาติมาเกิดใหม่ เมื่อฤดูกาลแรกกับ เลเวอร์คูเซ่น "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดในทุกรายการเริ่มมีเสียงบ่นโชคร้ายให้ได้ยินส่วนฤดูกาลนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัด โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูเซ่น ไปแล้วทั้งปวง 72 นัด ยิง 38 ประตู ซึ่งนับว่าเป็นค่าเฉลี่ยในการทำประตูที่สูงพอเหมาะพอควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัด ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติรวมทั้งค่าเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อมองเห็นการกลับชาติมาเกิดใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัย & อาลัย ขึ้นมาทันที ประมาณว่าโชคร้ายพลางชื่นชอบกุนซือภูติผีปีศาจแดงคนเก่าว่า "แกขายออกไปได้ไงครับ…ไอ้หอก!" ฉะนั้นไม่ควรต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบโดยมากคงจะเช่นเดียวกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าตอบแทนก็คงจะไม่แพงน่าขยะแขยง แต่คงจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่ๆ) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบปัญหาของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความถนัดความสามารถเฉพาะบุคคลค่อนข้างต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณลักษณะในการดึงบอลหนีคู่แข่งขันหรือเลี้ยงรับประทานตัวคู่แข่งขัน – จับบอลก็โอนไปโอนมา จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
ลักษณะเด่นหรือจุดขายเพียงแค่จุดเดียวเป็นการทำประตูในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตเท่าๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในชนิด "สุนัขจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาก็คือถ้าเกิดฟอร์มตกเมื่อไร หรือเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มไม่สามารถเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำประตูได้มากเพียงพอ เขาก็จะจำแลงเป็นสากที่หมดผลดีทันที โดย 12 นัดล่าสุดที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้นเองโน่นอาจเป็นเหตุผลที่กล่าวว่าทำไม หฝ่าส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในบอลสมัยใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม รวมทั้งจะต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษเพียรพยายามนำเสนอแต่สถิติที่สวยงาม อย่างเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่กล่าวว่าในฤดูกาลนี้มีอยู่ตอนหนึ่งที่พี่มึงยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นสมรภไม่หน้าแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันจึงอาจมิได้มีความหมายว่าจะยิงกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
ปัจจุบันนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่ง 28 ขวบเท่านั้นเองครับ เรียกว่าอยู่ในตอนพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าหากขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "เถ้าแก่ขายยา" ก็คงจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ อาจไม่เหมาะสมกับขั้นตอนการเล่นบอลแบบเน้นย้ำการมีไว้ในครอบครองของ หฝ่าส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ ด้วยเหตุว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่น่าจะเหมาะสมกับวิถีทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่แข่งขันอย่างเร็วรวมทั้งน้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครึ่งทางของโชเซ่ มูรินโญ่กับแมนยู

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? เพราะเหตุว่าประวัติศาสตร์ของชมรมนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดคือพลาด พลาดที่ไม่อาจจะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าขยะแขยง แม้กระนั้นควรทำได้ดียิ่งกว่านี้ โดยมองจากทีมกำลังลงตัวและทำผลงานก้าวหน้า
ตอนเปิดตัวเมื่อก.ค. เราแทบจะไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบสดชื่นเลย เพราะเหตุว่าเขาคงจะใส่ใจดีว่าการมารับงานที่ชมรมนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้สัญญาโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์นู่นแชมป์นี้
"ผมถามตัวเองว่า : ทำไม ในปีข้างหลังๆสิ่งต่างๆมิได้สวยงามดังที่เคยเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่ชัดแจ้งคือ ฟุตบอลแปรไปมากมาย และการประลองมิได้เสมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความโหฬารอยู่ทีมเดียว ผมเข้าใจกันอยู่ ผมรู้ว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณจำได้คราวแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้เย่อหยิ่งเลย ผมรู้ว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นการเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์ตอนนี้" แม้กระนั้นผมคิดว่า ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะเป็นยังไง คุณก็จำเป็นต้องพูดอย่างงั้น แม้กระนั้นผมรู้ว่ามันยาก"
"ผมรู้ว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีข้างหลัง ผมรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ชมรมอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น เพราะเหตุว่าผมคิดว่ามันถูก"
นี่คือการพูดของคนที่ใส่ใจทราบ มีสติสัมปชัญญะครบ มูรินโญ่มิได้เย่อหยิ่งอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบดีว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวคือจำเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมในช่วงเวลานั้นจะเป็นอย่างไรก็ดี และเขารู้ว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับชมรมที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่อาจจะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในด้านของ เวลา, ความอยาก และความขมักเขม้น ผมแฮปปี้กับตัวเอง"
"ถ้าผมวิเคราะห์ตัวเอง ผมมีตอนบรรลุผลสำเร็จ ที่ผมได้แชมป์ล้นหลาม แม้กระนั้นผมมิได้มีความสุขเต็มที่กับสิ่งที่ผมเคยทำเวลานี้ ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น และทำอะไรให้ดียิ่งกว่านั้นได้ แม้กระนั้นณ เวลานี้ ผมมความสบายกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ว่าผมกำลังไล่ล่าความสบายอย่างที่สุดในฟุตบอลอยู่ นั่นคือพาทีมชนะและได้แชมป์"
แสดงว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และเชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ว่าตัวเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตัวเองยังไม่เต็มที่กับการคุมทีม แม้กระนั้นตอนนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังมีความสุขที่สุด ในขณะที่เหตุการณ์และโอกาสการคว้าชัยชนะของปีศาจแดง ณ เวลานี้ ห่างไกลจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรคือความจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"พ่อผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักเตะ การเทิดทูนที่ท่านมีให้แก่พวกชมรมใหญ่ๆนักเตะเก่งๆ"
"ผมจำได้ไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดหมายชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดหมายชิงนัดหมายนี้ เพราะเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของพ่อผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมจำเป็นต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"คราวแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) และคราวแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดล้นหลามในอาชีพของผมและผมเข้าใจกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมมิได้เรียนอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยเรียนเรื่องของชมรมต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับที่นี่ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องทำยังงั้นเลย"
"ผมทราบเกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมากมาย แม้กระทั้งจนกระทั่งก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี ประเดิมทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นกุนซือ และข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มเตรียมสลับตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คหมูแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนตะโกนใส่หูผม" และเขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นชมรมที่เขารู้สึกชื่นชอบที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความจำไม่มีวันลืมเช่นเดียวกัน
"คุณคงจะหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แม้กระนั้นความจำที่ชัดแจ้งของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คือในช่วงเวลาที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 หลังจากนั้นอีก 5 นาทีต่อมาเป็นแดนนรก!!"
"ตามธรรมดาแล้วถ้าเรายิงประตูในนาที 88 คู่แข่งขันของเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นอย่างงั้น เรากลับมี 5 นาทีนายทวารเราจำเป็นต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระเด้งไปมา แบ็กซ้ายของผมจำเป็นต้องไปยืนคุมเสา เราคิดว่ามันคงจะจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) คิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในตอนนั้นก้าวหน้า"
"ผมคิดว่าเกมมันจบสุดแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นแดนนรกของเราเลย แดนนรก!!!"
เหตุการณ์ตอนนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นกุนซือของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะกุนซือคู่แข่งขัน โอกาสนี้เขาเดินลงสู่สนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราชมรมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่อก
"ภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์ล้นหลาม มีกุนซือยิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่เขินเลย ไม่สักหน่อย ผมเพียงแค่คิดว่า "นี่มันเหมาะสมกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ และนิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ภูมิใจมากมายเช่นเดียวกัน"
"ในฐานะคู่แข่งขัน เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกฟุตบอล" คุณมองไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะสมกับผมเช่นเดียวกัน"
"ผมรู้สึกภูมิใจมากมายทุกนัดหมายที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกอย่างงั้น และหวังว่าจะรู้สึกอย่างงั้นไปกระทั่งยามค่ำคืนท้ายที่สุดของผม มันควรจะเป็นอย่างงั้น ผมไม่ชอบเลยกำหนดผู้เล่นอยู่ที่นี่ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับชมรมต่ำลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขาเข้าใจกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์ชมรมหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของการให้โอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดให้โอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมทราบ ดาวรุ่งนักเตะที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูที่แล้ว คนจำนวนไม่น้อยคอยโอกาส คนจำนวนไม่น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีความกดดัน ไม่มีนักเตะชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเหตุว่ามีนักเตะเจ็บมากมาย"
"เหตุการณ์ต่างไปในฤดูนี้ นักเตะเจ็บน้อยมาก ความมุ่งมาดในตัวนักเตะก็สูงขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่มองในประวัติดาวรุ่งของชมรม คุณจะเจอ บางคนที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นหลังจากนั้นปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่เรารู้จัก"
"มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับดาวรุ่งส่วนมาก พวกเขาขึ้นมาคราวแรก ไม่เคยทราบสึกกดดัน ไม่เคยทราบสึกถึงความรับผิดชอบ คู่แข่งขันก็ไม่รู้ เลยโดนเล่นงานแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นเราก็ฝึกกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางครั้งบางคราวฟุตบอล มันขึ้นอยู่กับจังหวะ แน่นอน ทุกคนที่นี่เข้าใจกันอยู่ถึงแนวทางของชมรมนี้ที่ให้โอกาสดาวรุ่ง"
ดูเหมือนว่ามูรินโญ่กำลังดำเนินการอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นกุนซือในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ได้อยากต้องการโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาจำเป็นต้องนั่งข้างสนามบ่อยครั้งเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาบากบั่นอดทนอดกลั้น บากบั่นนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกมีความสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนกุนซือบ่อยเกินไปแล้วในพักหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีคำสัญญา 3 ปี ผมไม่อาจจะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ในตอนนี้ แม้กระนั้นถ้าผมบรรลุผลสำเร็จในตอนนี้ผมคงจะขอคำสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วเพราะเหตุว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ที่นี่ มันเป็นชมรมที่ผมสามารถสร้างความสำเร็จใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักนิดสักหน่อย ผมคิดว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในกระบวนการทำทีมกลับมาบรรลุผลสำเร็จ)"
"ผมมิได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่ผมต้องการ เพราะเหตุว่าผมไม่ได้อยากต้องการจากไปเลย"

มิราเคิลแห่งเลสเตอร์

ขอบอกว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับ อัศจรรย์พอๆกับการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อฤดูที่แล้วเลยทีเดียวเชียว
คือนับจาก เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! อดีตกาลลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจเจ้านายเก่าถึง 6 นัดติดต่อกันในทุกรายการ โดยถล่มไป 15 ประตู รวมทั้งเสียเพียง 4 เม็ดเท่านั้น
พลพรรคจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายกระทั่งเกือบจะเชื่อมั่นได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่ๆแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มในที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่ถ้าพวกเอ็ง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เผลอๆอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตนเองได้สำเร็จด้วย ไม่น่าเชื่อแบบเดียวกันนะครับว่าเรื่องพวกนี้จะมีขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็ต้องเชื่อ เพราะว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งหมดทั้งปวง 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่ปรับได้เพียง 5 นัดเท่านั้น
มิซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เผชิญความพ่ายแพ้ถึง 7 นัด รวมทั้งเสมอ 2 นัด โดยแพ้คนไหนกันแน่เลย
ผลงานล่มจมดำดิ่งต่างจากเมื่อฤดูที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขากลายร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่มิได้มีความน่าขามเกรงอะไรกระทั่งไปยืนอยู่หน้าปากเหว ล่อแหลมต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งๆที่ตัวเองมีอำนาจเป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ชำนาญทางด้านเกมลูกหนังผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย (รวมถึงผู้ไม่ชำนิชำนาญอย่างผมด้วย) พากันพินิจพิจารณาหาสาเหตุที่บอกว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดอดสูแบบนี้ ก่อนที่จะพบสาเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ น่าจะหมดแรงบันดาลใจ หลังพุ่งชนการบรรลุผลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาพันธ์
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่ปรับย่อมระแวดระวังรวมทั้งเน้นเพิ่มมากขึ้นยามเจอกลุ่มจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การไม่มีผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยฟอร์มตกอย่างน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้
รวมทั้งฯลฯ อาทิเช่น "พลังงานบางอย่าง" ที่พิสูจน์มิได้ทางด้านวิทยาศาสตร์คงเสื่อมความขลังซะแล้ว
หรือกองเชียร์จิ้งจอกประเทศไทยที่เคยพบอย่างเยอะมากในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์คงหายบ้าเห่อ หลังจากที่กระแสความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูนี้จะตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ว่าในชัยชนะ 6 นัดปัจจุบัน มันบ่งชัดว่าพวกเขามิได้มีปัญหาพวกนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้แสดงให้เห็นว่าหมดแรงบันดาลใจตรงไหน สิ่งที่มองเห็นคือการไล่ขย่มคู่ปรับอย่างเอ็นจอยนิ้วโป้งเท้า
แม้คู่แข่งจะระแวดระวังอย่างควรหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมนิ้วโป้งเท้าด้วย
แม้จะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อคนอื่นๆเข้ามาแทน แถมพวกเขายังแจ๋วพอที่จะเอาชนะคู่ปรับดังเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ, ริยาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกรอบ
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็มิได้ทำอะไรบกพร่องน่าขยะแขยง แล้วลูกทีมจะงัดเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร รวมทั้งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นชาวไทยก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ คนใดกันแน่ที่มาไปพบแล้วขอความช่วยเหลือให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักนิด เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษป้ายความผิดว่าขอไปพบผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อให้ถีบเจ้านายของตนเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมารับรองหนักแน่นเช่นกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อดสูอย่างงั้น
จึงเพียงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขามิได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" นะครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เพราะว่ามันน่าสมเพช เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นเรื่องที่ชาวบ้านคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อมิได้เป็นแบบที่ชาวบ้านเขานินทากัน แล้วเหตุไฉน ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนรวมทั้งหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะต้องขอยกความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีคนไหนกันแน่รู้มาก่อน เขาวางแผนเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม ย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนที่จะจังหวะโจมตีแบบลอบสังหาร อาศัยความสามารถส่วนตัวของ รียาด ภูตผีปีศาจเรซ รวมทั้งความรวดเร็วกวานเกลื่อนกลาดของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็ดังเดิมหมายถึง4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมสมรรถนะอาจน้อยกว่าเดิมด้วย เพราะว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน ข้าก็อยู่นั่น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะติดต่อกัน 6 นัดแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตติ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนี้เลยขอรับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่นัดแรกได้แค่ 4 นัดติดต่อกันเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้นต้องชื่นชอบผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยนะครับที่ตัดสินใจได้ถูกต้องที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นต้องไปพบผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวล่ำเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นผู้ดีอังกฤษโดยกำเนิด เกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม ปัจจุบันนี้อายุ 53 ขวบ ในอดีตกาลเคยเป็นนักเตะของกลุ่มในลีกล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด รวมทั้งเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนแขวนสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนครั้งแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน ต่อไปก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนที่จะตามเจ้านายกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกรอบในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม ชนิดที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มผู้ใดกันในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำเป็น คือคุมกลุ่มครั้งแรกแล้วชนะถึง 6 นัดติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่ปรับได้สำเร็จนะครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) นั่นนับได้ว่าสถิติในการคุมกลุ่ม คือชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ น่าจะลอกการบ้านเก่งนะครับ เพราะว่าเขาแทบจะมิได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยทำทั้งหมดทุกอย่างอย่างกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทั้งหมดทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของสุนัขจิ้งจอกหัวหมอให้กลับมาได้ดังเดิมอีกต่างหาก
ก็แค่ในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเพราะว่านักเตะเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมางามเป็นบ้าอีกรอบ กลับไม่มีใครดูเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอบอกว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละหมายถึง"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปขอรับ

แหม่…นี่ถ้าผมเป็นประธานชมรมบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วตั้ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
ยืนยันว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่านี่คือยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเป็นเรื่องอัศจรรย์มากมายนะครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ ซิตี้ ก็กลับชาติมาเกิดใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามจริงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมาเป็นเวลายาวนานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยได้เห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบนี้มาก่อน
เมื่อเห็นผลงานอันร้อนแรงแบบช้างก็ฉุดไม่อยู่ของ เลสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งทุ่งนาต่อไปนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ อาจจะงงพลางรำพึงรำพันกับตัวเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "ข้าทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละคือความเร้นลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนมาก เพื่อนฝูงคิดคดทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ มิได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนนะครับ

อองตวน กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนยู

ตอนนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมกระหน่ำขึ้นเป็นระยะแล้วนะครับ
ล่าสุดสื่อฝรั่งเศสหลายเจ้ารวมทั้งผู้สื่อข่าวตามที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าฝรั่งเศสกับ ‘ซาตานแดง’ บรรลุข้อตกลงพื้นฐานกันได้แล้ว
ลองสื่อบ้านเกิดของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ ท่าจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะทางฝั่งสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแต่ว่าก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
หากจำกันได้ เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ก่อนหน้าที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวและกระแสที่สเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แต่ว่าก็ปิดท้ายว่ามันมีความเป็นไปได้พอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามเหตุการณ์มาเรื่อยและการตีข่าวจากฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงมากขึ้นอีก วิเคราะห์กันนี้ เพราะอะไร กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงลำดับที่ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติเตียนโก และต้องการไขว่คว้าหาการบรรลุผลที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับกลุ่มมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงช่วงนี้ก็แทบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันส่วนตัวนับได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างสูง เป็นแม่ทัพตัวหลักของกลุ่ม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีเยี่ยมที่สุดของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ล่าสุดจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการสารภาพจากแฟนคลับตราหมี และผู้คนในวงการแล้ว กริซมันน์ กลับประสบผลสำเร็จครอบครองแชมป์กับ แอตเลติเตียนโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูล่าสุด แต่ว่าก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติเตียนโก เขาก็เลยได้เพียงแชมป์ซูเปร์โกขว้าง เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงรายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมามองทางของ ‘ตราหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัดหมาย ซึ่งถ้าเกิดกลุ่มชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากกลุ่มอย่าง มาดริด อย่างนี้ก็โบกไม้โบกมือลาช่องทางครอบครองแชมป์ได้เลย เฉกเช่นเดียวกับเหตุการณ์ในโกขว้าง เดล เรย์ ที่กลุ่มกรุยไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็น เพราะเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ และสหายๆดันปราชัยค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก ช่องทางหยุดปีนป่ายแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 กลุ่มสุดท้ายเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความหวัง แต่ว่าทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูบวงสรวง ได้ แต่ว่าก็มีเสือราชสีห์กระทิงเเรดรออยู่อีกเพียบ ด้วยการบรรลุผลที่คว้ามาได้เพียงน้อยนิด อาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความก้าวหน้าในอนาคต เพราะสำหรับอาชีพนักฟุตบอล การครอบครองแชมป์และการยกฐานะตนเองขึ้นไปเรื่อยถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่กลุ่มที่ใหญ่กว่า มีความสามารถมากยิ่งกว่าจะเอื้อช่องทางให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าลำดับที่ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตกลงใจยกฐานะตนเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาแทบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาพัฒนาตนเองจากนักฟุตบอลฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ นอกจากเกียรติศักดิ์ และเกียรติแล้ว เรื่องของรายพอดีจะมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าหาก กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าตอบแทนอย่างมากมายเทียบเท่ากับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าตอบแทนนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ตราหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้นับว่าเป็นเรตค่าตอบแทนสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติเตียนโกจะจ่ายให้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นสตาร์ลำดับที่หนึ่งของกลุ่ม แต่ว่าหากจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องมาจาก ‘ตราหมี’ เป็นกลุ่มที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่ง พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้แค่ 6 ล้านยูโร นักฟุตบอลทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้านักฟุตบอลรายใดที่ต้องการได้มากยิ่งกว่า ก็มีแค่หนทางเดียวเพียงแค่นั้นคือ ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก อดีตสองหัวหอกจำเป็นต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าตอบแทนที่สูงขึ้นยิ่งกว่า ทั้งที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงและเล่นกับกลุ่มได้เป็นอย่างดี อีกเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ สิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพนับถือ และเชื่อใจ สิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าตราบใดที่ โชโล่ ยังอยู่กับกลุ่มเขาจะไม่ไปไหนแต่ว่าจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส สิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ที่นาสิออน สื่ออาร์เจนติเตียนน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ลองบิดากุนซือใหญ่พูดชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มอกกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด อาจไม่ยินยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูจะเป็นข้อสันนิษฐานที่จาง เพราะนานมาแล้ว ‘ตราหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของกลุ่มออกไปเลยแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
ลำแข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจจะไม่มีข้อละเว้น ขอเพียงแต่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญคือ แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มมากแค่ไหน ? หากระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกสัญญาที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ตราหมี’ นั้น ล่าสุดผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้คนไม่ใช่น้อยยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แต่ว่าหากลงเอยแล้วมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “หากเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ก่อนหน้าที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาหลายหนแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ตราหมีแสดงทัศนะกับผมไว้เช่นนี้ส่วนตัว ผมมองว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวและคนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติเตียนโก ก็แค่รอคอยรับฟังข้อแนะนำ

กฎอะเวย์โกล…โอเคมั๊ย

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น นอกจากจะก่อให้อ่างถ้วยชามยักษ์เงียบมากโดยมีแม้กระนั้นเสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์รู้สึกว่ากฎประตูกลุ่มเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่ชอบธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ยังไงกลุ่มที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งๆที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกมาจากสารบบเป็นระเบียบเรียบร้อย) จะต้องมาโดนดับโอกาสเพียงแต่การเสียลูกเดียว??

เวลานี้เข็มนาฬิกากระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดนึง โน่นหมายความว่าว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูน้ำเงินต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้าหากมั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาที่ไหน นี่คือสมาคมลำดับที่หนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากประสงค์ครองเจ้ายุโรปให้ต้องได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแม้กระนั้นบาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจตบเกียร์ห้าต่อไป อย่าลืมว่าจุดอ่อนคือหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็ราวกับลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เนื่องจากว่าปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วคนไหนกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งอกตั้งใจว่าเพื่อให้พวกกลุ่มเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับผม-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคหยุดรอบรองชนะเลิศอีกครั้งด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่ประเทศสเปนบุกไปแพ้ 0-1 แม้กระนั้นมาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้ควรอกหักมิได้ไปซาน ซิโร่ตรงไหน??

ปี 2009 คำกริยานักเลงของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ถ้าหากยังคิดออก แต่ว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นคนไหนกันแน่ก็โมโห ทั้งการเป่าห่วยของเชิ้ตดำจากประเทศนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจะต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งๆที่สกอร์สองนัดหมายยังไงก็ควรได้เตะยืดเวลาเนื่องจากว่าเท่ากัน 1-1 ถ้าหากเพียงแต่กติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยี่ยมพิเศษในกรณีทำคะแนนนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นถึงที่กะไว้ 3-3 แม้กระนั้นพวกเขาก็ไม่วายจะต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เนื่องจากว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่ๆ แท็กติกก็เลยจะต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมชนิดนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้าหากมิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดน่าจะทำตามไรดี เพราะเหตุว่าถ้าหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บชัยชนะก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำแบบนั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ก็แค่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของพระราชาชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นครั้งแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เท่ากัน ยุคเก่าจะต้องนึกภาพตามว่ายุคสมัยก่อนที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างล้าหลัง ซึ่งยุคนั้นมีการคำนวณว่าสถิติชัยชนะของกลุ่มเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอเข้าใจตามได้ว่ามันทุกข์ยากลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจะต้องผ่านน้ำผ่านสมุทรไปฟาดลำแข้งภายใต้ความจำกัดของต้นเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักเจอผลที่ชนะกันมโหฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือว่าเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 ฯลฯ

นอกเหนือจากนี้ ตามความเชื่อของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปพ่ายมา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ตาม กาลเวลาแปรไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น เดี๋ยวนี้การออกนอกประเทศถือว่านอนสอนง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีบทบาทที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยแค่นั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยมากเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมฟุตบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนนี้วันพุธ ทดลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลแบบนั้น

ถ้าหากโน่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพรั่งพร้อมด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็บางทีอาจต้องโทษนักเตะจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสด้วยว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกชิดกันภายในช่วงที่ห่างกัน 7 นาที

ช่วงเวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าหากไม่มีอะเวย์โกล เกมก็บางทีอาจจะต้องยืดเวลาเพราะเหตุว่าเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็บางทีอาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''บางทีอาจจะ'' ครับ เพราะเหตุว่าการมาเขียนวิเคราะห์ทีหลังย่อมยากที่จะคาดคะเนเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามเวลานี้ๆ

ครับผม ตามเซนส์ของเราทั่วๆไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกคิดว่าได้เปรียบกว่า

เพราะเหตุว่ากฎอะเวย์โกลส่งผลให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แผนการใดสู้ ครั้งคราวมขอยิงได้สักลูกก็พึงใจ ถ้าหากจบด้วยชัยชนะจะเพอรต์แม้กระนั้นถ้าหากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งพลาดท่าก่อน 1-2 ก็คงมีความเชื่อมั่นและมั่นใจดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกเหนือจากนี้จากผลสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าปริมาณประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 และก็รอบตัดเชือก) มีสูงขึ้นยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าถัวเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งโน่นก็บางทีอาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยี่ยมได้ว่าส่งผลให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าพบมากกว่า หรือครั้งคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมฟุตบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็ชอบไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เนื่องจากว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างครั้งคราวก็ดูเชิงกันบ้าง ครั้งคราวก็เน้นย้ำแท็กติกกันมากไป และก็ครั้งคราวร่างกายที่เพิ่งจะลงไปอาจฟิตทั้งคู่ แม้กระนั้นเพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็บางทีอาจบดเอาชนะได้'' กูรูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนนี้วันอังคารและก็พุธก็เดินตามแนวคิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์บางทีอาจโอดครวญถึงโอกาสเป็นอย่างมากในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ลุยซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยศักยภาพทั้งหมดทั้งปวงก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายซึ่งๆหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ดีกว่าไปเตะจุดลูกโทษ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยนำมาใช้ช่วงหนึ่งก็ดูเหมือนไร้มนุษยธรรมเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ได้อยากเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะก่อให้เล่นง่ายดายยิ่งกว่า ฉะนั้นใครก็ตามที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับสลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะเหนือกว่า'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยหล่นทรรศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามเดิมแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็น่าจะเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กโน่นแล

ถ้าหากด้วยความเป็นฟุตบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะปัจจุบันที่เรื่องความก้าวหน้าของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้แต่ละกลุ่มแทบจะใกล้เคียงกัน ยกเว้นในด้านทุน, ฝีเท้านักเตะ กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจต่างกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เพราะเหตุว่าพวกกลุ่มใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าหากประตูกลุ่มเยี่ยมนี่แหละ…มักรังแกพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแม้กระนั้นพวกเขาย่อมอาจเปี่ยมด้วยความคาดหวัง เนื่องจากว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของจ่าฝูงลีก เอิง ช่วงนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ฉับพลันที่เห็นท่าครั้งคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่ฆ่าเข้าไป ก็มิได้ไม่เหมือนกับผีเสื้อสักตัวที่เจอกับดักใยแมงมุมจนกระทั่งทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งๆที่ดอกไม้อันสวยยกช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจไม่ แม้กระนั้นมันก็บางทีอาจจะดีมากกว่าเตะจุดลูกโทษถ้าหากใคร่ครวญเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เนื่องจากว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความเตรียมการของกลุ่ม

ถ้าหากผีเสื้อตัวหนึ่งบางทีอาจจะปฏิเสธ

เนื่องจากว่ามันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ยกช่อ ถึงแม้ว่าจะปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

ปืน ให้ทางออก ซานเชซ ไม่ย้ายจาก ปืน หรือจะไปจาก อังกฤษ

นอล จะปิดโอกาสไม่ให้ อเล็กซิส ซานเชซ จอมล่าประตูตัวเก่งของทีมย้ายเข้าสู่สโมสรคู่แข่ง พรีเมียร์ลีก ถ้าเจ้าตัวตัดสินใจย้ายออกจากทีมซัมเมอร์นี้

อนาคตของ ซานเชซ เริ่มชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งหลังที่สตาร์ชาว ชิลี ของทีมถูกดร็อปเป็นตำสำรองเกมที่แพ้ หงส์แดงW88ที่ แอนฟิลด์ ไป 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

กุนซือ ได้ออกมายืนยันหลังเกมว่าเป็นแท็คติกของเขาในการทำทีมเท่านั้น โดนต้องการให้ แดนนี เวลเบ็ค ซึ่งเล่นลูกกลางอากาศได้ด้วยเป็นคนช่วย โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ในแดนหน้า

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่ากองหน้าสตาร์ของทีมโดนจับนั่งอยู่ข้างสนามก็เพราะว่าได้ก่อเรื่องเมื่อตอนฝึกซ้อมก่อนเกมฟาดแข้ง หงส์แดง และโมโหออกจากแคมป์ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

นั่นทำให้สื่อต่าง ๆ เชื่อว่า ซานเชซ ต้องการที่จะย้ายออกจาก นอล ในช่วงซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน ด้วยทีมคู่แข่งอย่าง สิงห์โตน้ำเงิน และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

แต่ เดลีย์ เมล สื่อชื่อดังของ อังกฤษ อ้างว่าผู้บริหารสโมสรที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม ได้บอกกับนักเตะวัย 28 ปีว่าสามารถย้ายทีมได้แค่สโมสรนอก พรีเมียร์ลีก เท่านั้น นั่นหมายถึงเขาต้องตัดสินใจว่าจะอยู่กับ นอล หรือจะออกจาก อังกฤษนั่นเอง

ยักษ์ใหญ่แดนน้ำหอม ปารีส แซงก์ แชร์กแม|เปเอสเซ, และ แชมป์ กัลโช เซเร อา ยูเวนตุส เป็น 2 สโมสรซึ่งถูกเชื่อว่า สตาร์จอมอินดี้ของ นอล จะย้ายออกไปร่วมทีมในซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

ปธ.เปแอสเชปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ขายแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะค่าตัวมาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

กองกลางวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะเดอะกันเนอร์ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนอาร์แซน เวนเกอร์

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นอาร์เซนอล ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส กุนซือเซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมสโมสรอาร์เซนอล ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

กุนซือชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับอาร์เซนอลหลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหากุนซือความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ ลิเวอร์พูล กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับสโมสร ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยเซนเตอร์วัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งเซนเตอร์ให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน